โรคสมาธิสั้น คืออะไร? ฉันเป็นคนหนุ่มสาวที่เป็นโรคสมาธิสั้น
คุณกำลังศึกษา, ฉันเป็นคนหนุ่มสาวที่เป็นโรคสมาธิสั้น
เลือกช่วงวัยหรือบทบาทของคุณ
โรคสมาธิสั้น คืออะไร?
ชวนมาทำความรู้จักกับโรคสมาธิสั้น
โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือ ADHD) คือ อะไรโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือ ADHD) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็ก ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีปัญหาในการจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ขาดสมาธิ ไม่สามารถอยู่นิ่ง และอาจมีปัญหาในการควบคุมพฤติกรรมหุนหันพลันแล่นของตนเองไม่ได้ โรคสมาธิสั้นแบ่งประเภทเป็น 3 ประเภท ประเภทที่พบบ่อยที่สุด คือโรคสมาธิสั้นแบบผสม (Combined Type) ผู้ป่วยจะมีความยากลําบากในการจดจ่อหรือขาดสมาธิ (difficulty with attention) และมีความซุกซนอยู่นิ่งไม่ได้ (hyperactivity) ประเภทที่ 2 โรคสมาธิสั้นที่ขาดสมาธิการจดจ่อ (difficulty with attention) และการจัดการอย่างเป็นระบบ (organization) (Inattentive Subtype) หรือ Attention Deficit Disorder; ADD) ประเภทที่ 3 โรคสมาธิสั้นชนิดซุกซนหุนหันพลันแล่น (Hyperactive Subtype) ที่มีเพียงอาการไม่สามารถอยู่นิ่งได้ ซุกซนและหุนหันพลันแล่น โรคสมาธิสั้น เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสารเคมีในสมอง การวิจัยระบุว่าโรคสมาธิสั้นอาจส่งผลกระทบต่อสมองส่วนที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหา การวางแผนล่วงหน้า ความเข้าใจการกระทำของผู้อื่น และการควบคุมอารมณ์ ความหุนหันพลันแล่นของตัวเอง | ![]() |
![]() | |
เด็กและผู้ใหญ่หลายคนอาจวอกแวกได้ง่ายหรือมีความยากลำบากในการทำงานให้เสร็จ หากถ้าสงสัยว่าลูกของท่านอาจเป็นโรคสมาธิสั้น ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง และการที่แพทย์จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นได้นั้น ต้องมีอาการและพฤติกรรมที่แสดงออกก่อนอายุ 12 ปี และคงอยู่ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยอาการที่แสดงออกต้องมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กอย่างน้อย 2 ด้าน เช่น มีผลกระทบต่อการเรียนในห้องเรียน สนามเด็กเล่น ที่บ้าน ในชุมชน หรือผลกระทบต่อการเข้าสังคม ถึงแม้เด็กหลายคนจะมีปัญหาเรื่องการขาดสมาธิหรือไม่จดจ่อ ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นโรคสมาธิสั้นเสมอไป อาจเกิดจากปัญหาอื่นอย่างเช่น ภาวะเครียด หรือสภาวะอื่นของเด็ก เช่น ไม่เข้าใจการบ้านหรืองานที่โรงเรียนเลยทำไม่ได้ ซึ่งก็อาจเกิดจากปัญหาการเรียนรู้ หรือความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า ก็สามารถทำให้เด็กขาดสมาธิได้เช่นกัน | |
ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรคือสาเหตุของโรคสมาธิสั้น แต่เชื่อกันว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน รวมถึงพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ เช่น เพศ ประวัติครอบครัว ความเสี่ยงในช่วงก่อนคลอด สารพิษจากสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างของสมองที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน ![]() | ![]() |
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มักมีอาการแสดง ต่อไปนี้มีความยากลำบากในการจดจ่อ หรือ ขาดสมาธิ (Difficulties with attention):
ความซุกซน ไม่อยู่นิ่ง (Hyperactivity):
ความหุนหันพลันแล่น ขาดความยั้งคิด (Impulsivity):
![]() |
โดยปกติแล้ว พ่อแม่มักจะเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าลูกมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์หรือพฤติกรรม แต่การที่พ่อแม่จะตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็อาจเป็นเรื่องค่อนข้างยากและลำบากใจสำหรับพ่อแม่ ในช่วงแรกให้พ่อแม่พยายามพูดคุยกับลูกอย่างอ่อนโยน การพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมามักจะสามารถช่วยได้ พ่อแม่อาจเลือกที่จะปรึกษากับแพทย์ของเด็ก ครู พระหรือนักบวช หรือผู้ใหญ่ที่รู้จักเด็กเป็นอย่างดี ขั้นตอนเหล่านี้ก็อาจช่วยแก้ปัญหาของเด็กและครอบครัวได้ ลักษณะหรืออาการบางอย่าง ที่อาจบ่งชี้ว่าควรมีการใช้แบบประเมินทางจิตวิทยาสำหรับเด็กและวัยรุ่นเพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคได้ | ![]() |
![]() | |
ในวัยก่อนวัยรุ่น และวัยรุ่น Pre-Adolescents and Adolescents
หากเกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน หรือหากผู้ที่อยู่รอบตัวเด็กมีความกังวลกับปัญหาที่เกิดขึ้น ควรพูดคุยและขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต/นักจิตบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรม | |
ข่าวดีก็คือ ในปัจจุบันมีการรักษาโรคสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพแล้ว ขั้นแรก คือ ให้แพทย์ประจำตัวของลูกหรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา/นักจิตบำบัดประเมินวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบ การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทำให้สามารถให้การรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมนี้จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการจดจ่อ มีสมาธิและควบคุมพฤติกรรมได้ดีขึ้น และการดูแลที่เหมาะสมยังช่วยให้เด็กเติบโต สามารถเรียนรู้ และมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองมากขึ้น
ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นนั้นมีการใช้อย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพในการรักษา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ยากระตุ้นและไม่กระตุ้นระบบประสาท ยากระตุ้นระบบประสาท (Stimulants) ได้แก่ กลุ่มเกลือ methylphenidate และเกลือ amphetamine – ยาที่ไม่กระตุ้นระบบประสาท (Non‑stimulants) ได้แก่ atomoxetine, guanfacine และ clonidine สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้น สามารถศึกษาได้จากคู่มือการรักษาโรคสมาธิสั้นด้วยยาสำหรับพ่อแม่ (Parents Med Guide) ก่อนเริ่มใช้ยา และก่อนเริ่มใช้ยาแพทย์ควรอธิบายถึงประโยชน์และอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นจากยาได้ และแพทย์ควรติดตามอาการของเด็ก เพื่อประเมินผลการรักษา อาการข้างเคียง และปรับยาเพื่อให้การรักษาดีขึ้นด้วย เด็กส่วนใหญ่ที่ใช้ยาจะพบว่าอาการของโรคสมาธิสั้นมักจะดีขึ้นและควบคุมอาการได้ต่อเนื่องเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ในผู้ใหญ่จำนวนมากที่เป็นโรคสมาธิสั้นก็พบว่าการได้รับยาก็ให้ผลดีเช่นกัน การบำบัดและการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ :จิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดสามารถช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นได้มาก การรักษาด้านจิตบำบัดควรมุ่งเน้นการช่วยพ่อแม่ให้สามารถสร้างสิ่งแวดล้อม สร้างแรงจูงใจเชิงบวก เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีได้ นอกจากนี้ การบำบัดแบบตัวต่อตัวจะช่วยให้เด็กมีความรู้สึกต่อภาพลักษณ์ของตัวเองดีขึ้น นักจิตบำบัดสามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจในจุดแข็งหรือจุดเด่นของตนเองและสามารถนำไปพัฒนาต่อในด้านต่างๆ ได้ การบำบัดยังช่วยให้เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น สามารถจัดการกับปัญหาในชีวิตประจำวัน มีสมาธิดีขึ้น และสามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมความก้าวร้าวได้
นักจิตบำบัดอาจใช้วิธีการหนึ่งหรือหลายวิธีดังต่อไปนี้ :
|
บางครั้งเด็กๆ และผู้ปกครองอาจสงสัยว่าเด็กๆ จะสามารถหยุดใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นได้เมื่อไร หากมีคำถามเรื่องการหยุดยารักษาโรคสมาธิสั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษา เด็กหลายคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นมักจะยังคงมีปัญหาโดยมีอาการแสดงออกหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งอาการเมื่อโตขึ้น ในกรณีนี้ เด็กจะต้องรับประทานยารักษาโรคสมาธิสั้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่เพื่อช่วยควบคุมอาการได้ในระยะยาว สำหรับบางคน อาการของโรคสมาธิสั้นอาจลดลงได้เมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจาก “โตเกิน” หรือเด็กเรียนรู้ที่จะปรับอาการด้านพฤติกรรม โดยอาการที่มักจะลดลงมากที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปคือ อาการอยู่นิ่งไม่ได้ (Hyperactivity) สัญญาณบางอย่างที่อาจบอกว่าลูกของคุณอาจพร้อมที่จะลดหรือหยุดใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นได้ ได้แก่:
| ![]() | ||
| |||
นักศึกษาหลายคนที่เป็นโรคสมาธิสั้น/ซุกซน อยู่ไม่นิ่ง (attention‑deficit/hyperactivity) เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักจะเจอกับความท้าทายหลายอย่าง รวมถึงการเลือกโรงเรียน และเลือกชุมชนที่สามารถช่วยเหลือแก่พวกเขา ในเรื่องต่อไปนี้:
| ||
| ||
หากนักศึกษากำลังประสบปัญหาเหล่านี้ ควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นจะประเมินจากแบบประเมินทางคลินิกที่ละเอียดและเข้าใจชัดเจน อาจรวมถึงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ อาทิ แบบประเมินแบบการให้คะแนน (rating scales) การซักประวัติจากนักศึกษา ครอบครัว หรือคุณครูที่เคยสอน ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจหรือทดสอบวิธีใดเพียงวิธีหนึ่ง (เช่น การถ่ายภาพสมอง การตรวจเลือด หรือการทดสอบทางจิตวิทยา) ที่จะวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นได้อย่างแม่นยำ มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้ยาเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโรคสมาธิสั้น นอกจากนี้ การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive‑behavioral therapy) การฝึกทักษะทางสังคม และการช่วยเหลือด้านการศึกษา ก็ช่วยผู้เป็นโรคสมาธิสั้นได้เช่นกัน | ||
มีหลายวิธีที่จะจัดการกับโรคสมาธิสั้นได้เป็นอย่างดีทั้งก่อนและระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัย | ||
การเตรียมตัวและการจัดการอย่างเป็นระบบขณะอยู่ในมหาวิทยาลัย ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เลือกเฟ้นให้เหมาะสมตามความต้องการของคุณ เช่น ขนาดชั้นเรียน ปริมาณงานที่ต้องทำ ตารางเรียน และการมีบริการให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ แหล่งข้อมูลที่จะช่วยให้ท่านค้นหามหาวิทยาลัยที่ดีและเหมาะสมได้ ได้แก่ คุณครูให้คำปรึกษาที่โรงเรียนมัธยม พ่อแม่ เพื่อนที่กำลังเรียนหรือเคยเรียนมหาวิทยาลัย และองค์กรหรือเว็บไซต์โรคสมาธิสั้นในประเทศไทย | ||
| ||
ควรพูดคุยกับแพทย์ของคุณถึงทางที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการการใช้ยาของคุณขณะเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่ปรับเปลี่ยนการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ของคุณก่อน ขอให้แพทย์ของคุณและแพทย์ที่มหาวิทยาลัยช่วยดูแลรักษาร่วมกัน และควรแจ้งประวัติการรักษา การใช้ยาและผลการตอบสนองต่อยาให้แพทย์ที่มหาวิทยาลัยทราบด้วย |
หากคุณเคยใช้บริการผู้แนะนำหรือผู้ช่วยเหลือมาก่อน ควรใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วงแรกของการเรียนในมหาวิทยาลัย หากคุณต้องการความช่วยเหลือหรือการอำนวยความสะดวกที่เฉพาะ ให้ลงทะเบียนที่สำนักงานบริการนักศึกษาที่มีความพิการของมหาวิทยาลัย (college disability office) หากมีประวัติการรักษาหรือผลการทดสอบทางจิตวิทยาที่ได้ทดสอบภายใน 3 ปีที่ผ่านมา ให้นำเอกสารเหล่านี้ไปที่สำนักงานบริการนักศึกษาด้วย ฝึกใช้สมุดวางแผน ปฏิทิน หรือเครื่องมือในการจัดตารางเวลา (scheduling apps) ตั้งแต่อยู่มัธยม การบริหารเวลา (time management) และการจัดการอย่างเป็นระบบมีความจำเป็นมากขึ้นเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ในอดีตพ่อแม่อาจช่วยคุณดูแลสิ่งเหล่านี้แต่มันสำคัญมากที่คุณควรฝึกทำด้วยตนเองให้ได้ด้วย | ||
การบริหารจัดการยาในระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัย | ||
| ||
การใช้ยาที่ไม่ได้สั่งจ่ายให้คุณ บางครั้งเรียกว่า การเบี่ยงเบนยา “diversion” หรือ “academic doping” เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายและไม่ปลอดภัย ยาที่คุณได้รับนั้นจะถูกสั่งจ่ายโดยแพทย์ของคุณ ที่รู้จักและรู้ประวัติการรักษาของคุณ จึงเป็นยาที่เหมาะกับคุณเท่านั้น การใช้ยารักษาโรคสมาธิสั้นอย่างผิดวัตถุประสงค์มีความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบหัวใจ ระบบประสาท และสภาพจิตใจได้ นอกจากนี้ยังอาจมีความเสี่ยงร้ายแรงเมื่อใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยาชนิดอื่น ๆ ด้วย เก็บยาของคุณไว้ในที่ปลอดภัยหรือให้พ้นสายตาเพื่อป้องกันการถูกขโมย หากยาถูกขโมยต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในมหาวิทยาลัยหรือในพื้นที่ การปรับตัวให้เข้ากับการศึกษา สังคม และองค์กรของมหาวิทยาลัยถือเป็นเรื่องยากสำหรับนักศึกษาส่วนใหญ่ และอาจจะยากเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น การจัดให้มีการช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาสามารถช่วยให้นักศึกษาที่เป็นโรคสมาธิสั้นประสบความสำเร็จในมหาวิทยาลัย และมีอาชีพหลังสำเร็จการศึกษาด้วย |
หากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เรียนไม่ทันเพื่อนและมีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน ชีวิตครอบครัวก็อาจได้รับผลกระทบ จนประสบความยากลำบากเช่นกัน หากผู้เป็นโรคสมาธิสั้นที่ไม่ได้รับการรักษาอาจเพิ่มความตึงเครียดบาดหมางระหว่างพ่อแม่และลูกได้ พ่อแม่มักโทษตัวเองเมื่อไม่สามารถสื่อสารกับลูก การเกิดความรู้สึกไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จนอาจสร้างความหงุดหงิดแก่ผู้ป่วยได้มาก ดังนั้น วัยรุ่นที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูง และผู้ใหญ่โรคสมาธิสั้นที่ไม่ได้รับการรักษาก็พบว่ามีอัตราการหย่าร้างและการตกงานสูงกว่าคนทั่วไป โชคดีที่ในปัจจุบันมีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยให้เด็กและผู้ใหญ่สามารถควบคุมอาการของโรคสมาธิสั้น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งนี้ผลกระทบหรือประสบการณ์ต่อโรคสมาธิสั้นของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป |
![]() |















